urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
การตรวจเพื่อวินิจฉัย
 

MRI: Magnetic Resonance Imaging

เครื่องเอ็ม อาร์ ไอ

          เป็นเครื่องตรวจด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูง โดยเครื่อง MRI จะสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกาย ด้วยหลักการสนามแม่เหล็กคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูง ร่วมกับคลื่นวิทยุ (radio frequency wave) โดยนำผู้ป่วยเข้าไปในสนามแม่เหล็กแรงสูง แล้วปล่อยสัญญานคลื่นวิทยุเข้าไปในร่างกาย เมื่อปิดสัญญานคลื่นวิทยุ ร่างกายก็จะปล่อยสัญญานคลื่นวิทยุด้วยความถี่เดิมออกมา แล้วจึงนำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้จะมีความรายละเอียดสูง สามารถแยกเนื้อเยื่อที่ปกติและผิดปกติออกจากกันได้

MRI ต่างจาก X-rays

การถ่ายภาพด้วย X-rays จะมีการสะสมรังสีบางส่วนไว้ในร่างกาย ซึ่งเมื่อมีปริมาณมากเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ส่วนการตรวจด้วย MRI จะไม่มีรังสีตกค้างในร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อผู้รับการตรวจ ทำให้สามารถตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งคุณสมบัติของ MRI ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องความหนาของร่างกาย ทั้งยังให้รายละเอียดของภาพได้มากกว่า เช่น ความผิดปกติในสมอง กระดูกสันหลัง ข้อเข่าและข้อต่างๆ เป็นต้น

MRI สามารถตรวจหาความผิดปกติของร่างกาย หรือโรคต่างๆ ได้ตั้งแต่เริ่มก่อตัว เช่น เนื้องอก หรือโรคมะเร็ง ซึ่งตรวจพบขนาดที่เล็กที่สุดได้ประมาณ 0.5 ซม.ขึ้นไป ทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที โดย MRIตรวจความผิดปกติของอวัยวะต่างๆของร่างกายได้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่สมองกระดูกสันหลังปอดหัวใจอวัยวะในช่องท้องเช่นตับไตตับอ่อนรังไข่และมดลูก

ขั้นตอนของการตรวจ MRI

  1. ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ งดอาหาร หรือมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษก่อนการตรวจ
  2. เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่พร้อมสำหรับตรวจ ถอดเครื่องประดับทั้งหมด โดยเฉพาะโลหะ ไม่ควรใช้อายชาโดว์ และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะอยู่ด้วย
  3. นอนบนเตียงตรวจ โดยจะมีเครื่องจับสัญญาณ น้ำหนักประมาณ 1 กก. วางบนร่างกาย
  4. ขณะตรวจจะมีเสียงดัง ซึ่งเป็นเสียงปกติของเครื่อง เป็นระยะๆ โดยจะมีที่ครอบหูช่วยลดเสียง
  5. นอนสบายๆ นิ่งๆ และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เช่น ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นไว้ อย่ากลืนน้ำลาย
  6. ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
  7. รังสีแพทย์จะดูภาพที่ได้จากการตรวจ และรายงานในเบื้องต้นหลังจากที่ตรวจเสร็จ

ข้อจำกัดบางประการของ MRI

  1. MRI มีลักษณะเป็นอุโมงค์ ผู้ที่กลัวการอยู่ในที่แคบๆ อาจเป็นอุปสรรคในการตรวจ
  2. MRI สามารถตรวจเนื้องอก หรือมะเร็งที่เล็กที่สุดได้ประมาณ 0.5 ซม. ขึ้นไป หากมีขนาดเล็กกว่านี้อาจตรวจไม่พบ
  3. MRI สามารถตรวจความผิดปกติของอวัยวะในร่างกายได้เกือบทั้งหมด แต่ในบางอวัยวะ การตรวจเพิ่มเติมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้วยเครื่องมืออื่นๆ จะให้ผลที่ดีกว่า เช่น
    • การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อตรวจดูกระเพาะอาหารและลำไส้
    • การตรวจโดยศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อหามะเร็งของต่อมลูกหมาก
    • การตรวจอัลตราซาวด์ของต่อมไทรอยด์

ข้อควรระวังสำหรับการตรวจ MRI

  1. ควรหลีกเลี่ยงในรายที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น
    • ผู้ที่ผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในโรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm clips)
    • ผู้ที่ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ (Cardiac pacemaker)
    • ผู้ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม (Artificial cardiac valve), ผู้ที่ผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมภายในหู สำหรับวัสดุรุ่นใหม่ที่ทำจาก ไทเทเนียม ในการผ่าตัดดามกระดูก หรือที่ใช้เป็นขดลวดใส่ในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary stent) สามารถรับการตรวจ MRI ได้ตามปกติ
  2. ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่าการตรวจ MRI มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่หากไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
  3. ห้องตรวจ MRI มีสนามแม่เหล็กแรงสูง จะมีผลต่อข้อมูลในแถบแม่เหล็กของบัตร ATM และบัตรเครดิตได้
Hit Counter