urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
การตรวจพิเศษ เพื่อการวินิจฉัยโรค
 

Colposcopy : การตรวจเยื่อบุผิวมดลูก

การตรวจด้วยคอลโปสโคป คือ การตรวจเนื้อเยื่อบุผิว (epithelium) ของปากมดลูก ช่องคลอด ปากช่องคลอด และทวารหนัก ด้วยกล้องขยายส่องสว่างหลังจากทาหรือชโลมด้วยน้ำยาเฉพาะ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง หรือเพื่อตรวจยืนยันความปกติของเนื้อเยื่อบุผิว หัตถการที่อาจจะทำร่วมกับการตรวจ คือ การตัดเนื้อเยื่อเป้าหมายออกตรวจ (targeting biopsies) จากบริเวณที่มีความผิดปกติรุนแรงที่สุด

ในการวินิจฉัยโรคหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปจะกระทำจากพยาธิสภาพที่มีความรุนแรงมากที่สุด แต่ในการรักษาอาจจะต้องครอบคลุมรอยโรคบริเวณอื่นที่มีความรุนแรงน้อยกว่าด้วย

จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคปในสตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติมี 3 ประการคือ

  1. เพื่อตรวจแยกว่าไม่มีมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม
  2. เพื่อตรวจหารอยโรคขั้นสูงได้แก่ พยาธิสภาพ CIN2,3 และ adenocarcinoma in situ (AIS) ซึ่งต้องทำการการรักษาไม่ให้รอยโรคคืบหน้าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
  3. เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไปเช่น ถ้าผล Pap smear เป็น ASC-US หรือ LSIL และการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่พบรอยโรคสามารถตรวจติดตามดูการดำเนินโรคได้ทุก 6 เดือน หรือถ้าผล Pap smear เป็น HSIL และผลการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่เห็น transformation zone หรือเห็น transformation zone ได้ไม่หมดหรือเห็นรอยโรคได้ไม่หมดควรทำการตัดปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic excision) ต่อไป

ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป ได้แก่

  1. ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วย Pap smear ผิดปกติ(ASC-US หรือรุนแรงกว่า) เป็นข้อบ่งชี้ให้ทำการตรวจมากที่สุด
  2. ปากมดลูกมีลักษณะผิดปกติเช่น มีแผล หรือก้อนเนื้อ จากการตรวจด้วยตาเปล่า
  3. เลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ หรือเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และตกขาวเนิ่นนานที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ อาจตรวจด้วยคอลโปสโคปเพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็ง
  4. รอยโรคน่าสงสัยบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอดจากการตรวจด้วยตาเปล่า
  5. กรณีอื่น ๆ ที่อาจพิจารณาตรวจด้วยคอลโปสโคป
  • การติดเชื้อ high-risk HPV แบบเนิ่นนาน (persistent HPV infection) เช่น ผลการตรวจ HPV DNA testing ให้ผลบวก 2 ครั้ง จากการตรวจห่างกัน 12 เดือน
  • ผลการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (visual inspection with acetic acid, VIA) พบฝ้าขาวหรือผิดปกติ
  • การตรวจติดตามผลหลังการรักษารอยโรค CIN ด้วยการรักษาเฉพาะที่ เช่น การจี้ด้วยความเย็น และ การตัดด้วยห่วงไฟฟ้า ฯลฯ
  • รอยโรค CIN 1 ที่คงอยู่นานกว่า12 เดือน
  • คู่นอนเป็นเนื้องอกหรือหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศส่วนล่าง
  • ผล Pap smear พบว่ามีการอักเสบหลายครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในสตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

ข้อห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

โดยทั่วไปไม่มีข้อบ่งห้ามที่ชัดเจนของการตรวจด้วยคอลโปสโคป อาจจะพิจารณาเลื่อนการตรวจออกไปก่อนในกรณี

  1. สตรีที่กำลังมีเลือดประจำเดือนออกมาก
  2. ปากมดลูก ช่องคลอด หรือปากช่องคลอดอักเสบแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ควรตรวจหาสาเหตุและรักษาให้หายก่อน เพราะการตรวจและการตัดชิ้นเนื้ออาจทำให้ตกเลือด เจ็บปวด และ การอักเสบอาจทำให้ความแม่นยำของการตรวจลดลง
  3. สตรีที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอาจจะต้องหยุดยาหลายวันก่อนทำ cervical biopsy หรือ endocervical curettage
  4. การตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นข้อบ่งห้ามของการตรวจด้วยคอลโปสโคป แต่การสืบค้นอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น หลีกเลี่ยงการทำ biopsy ถ้าการตรวจไม่สงสัยมะเร็งระยะลุกลาม และไม่ควรทำ endocervical curettage
  5. สตรีหลังวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน อาจจะต้องให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทาหรือรับประทาน 3 สัปดาห์ก่อนการตรวจ

 

คำแนะนำก่อนการตรวจ

การชโลมปากมดลูกด้วยสารละลายกรดอะเซติก หรือน้ำส้มสายชูอาจทำให้มีอาการแสบร้อนเล็กน้อยในช่องคลอด

การตัดเนื้อออกตรวจ( biopsy)อาจทำให้มีอาการปวดตึงเล็กน้อย การขูดคอมดลูกอาจทำให้มีอาการปวดคล้ายการปวดประจำเดือนช่วงสั้นๆ

ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป คือ ช่วงกลางรอบเดือนประมาณวันที่ 8-12 ของรอบเดือน ซึ่งรูปากมดลูกจะเปิดเผยออก มูกจะใสไม่เหนียวข้นมาบังผิวเยื่อบุปากมดลูก แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงอื่นของรอบเดือนก็สามารถทำการตรวจได้ ยกเว้นช่วงที่มีเลือดประจำเดือนไม่ควรตรวจ เพราะจะมองเห็นไม่ชัด และอาจมีเลือดออกมาบดบังการตรวจได้

งดการการสอดยา การสวนล้างช่องคลอด และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการตรวจ 1 วัน

ขั้นตอนการตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคป

  1. สอดเครื่องถ่างตรวจช่องคลอดให้เห็นปากมดลูกทั้งหมดรวมทั้งผนังช่องคลอดโดยรอบ
  2. ตรวจดูปากมดลูกและช่องคลอดด้วยตาเปล่า
  3. ตรวจปากมดลูกด้วยคอลโปสโคปก่อนและหลังจากชโลมปากมดลูกด้วยน้ำเกลือ
  4. ตรวจปากมดลูกหลังจากชโลมปากมดลูกด้วย3-5% acetic acid solution
  5. ตรวจปากมดลูกหลังจากป้ายด้วย Schiller solution
  6. ตัดเนื้อออกตรวจ(punch biopsy)
  7. สุ่มตรวจคอมดลูก( endocervical sampling)
  8. ห้ามเลือดจากบริเวณที่ตัดเนื้อออกตรวจ
  9. ตรวจผนังช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก
  10. ตรวจภายในแบบสองมือและตรวจทางทวารหนัก

การให้คำแนะนำหลังการตรวจ

ภายหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ

หลังการตรวจประมาณ 3 ชั่วโมง ให้ดึงผ้ากอซที่ใส่ประจุไว้ในช่องคลอดออก สังเกตเลือดออกทางช่องคลอด ภายหลังการตัดเนื้อออกตรวจ อาจจะมีเลือดออกมาเล็กน้อยได้ประมาณ 1 – 3 วัน ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติให้กลับมาที่โรงพยาบาลทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการห้ามเลือด

ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการตกเลือดและการติดเชื้อ

ไม่ควรสวนล้างหรือใส่ผ้าอนามัยชนิดสอดในช่องคลอดในช่วง 7 วันแรกหลังการตรวจ

นัดมาฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

 

Hit Counter