urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
การตรวจพิเศษ เพื่อการวินิจฉัยโรค
 

EEG : Electroencephalography การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หมายถึง การบันทึกประจุไฟฟ้าจากจุดต่าง ๆ ของสมองผ่านออกมาทางหนังศีรษะ แล้วเครื่องจะแปลคลื่นไฟฟ้าสมองออกมาเป็นเส้น บนกระดาษบันทึก หรือจอภาพ มีความถี่ และรูปร่างต่างๆ กันซึ่งจะแปลผลได้ว่า ปกติ หรือผิดปกติ แบบใด และที่บริเวณใดของสมอง การบันทึกคลื่นสมองนี้จะทำภายใต้ภาวะต่างๆ เช่น ขณะตื่น, หลับ, ระหว่างชัก, ระหว่างกระตุ้นด้วยแสง หรืออื่นๆ

ประโยชน์ของการตรวจคลื่นสมอง

การตรวจคลื่นสมองมีประโยชน์อย่างมากในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคลมชัก เพราะช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคลมชักจริงหรือไม่ (ในกรณีประวัติอาการชักไม่ชัดเจน)

นอกจากนี้ยังช่วยจำแนกชนิดของโรคลมชัก ซึ่งมีผลต่อการเลือกยากันชักที่เหมาะสมกับโรคลมชักแต่ละประเภท

การตรวจคลื่นสมองสามารถใช้ประเมินผลการรักษาได้นอกเหนื่อจากการติดตามอาการผู้ป่วย อีกทั้งยังใช้ในการตัดสินใจก่อนหยุดยากันชัก กรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อยสองปี

นอกจากโรคลมชักแล้ว การตรวจคลื่นสมองยังให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ในภาวะต่างๆ ต่อไปนี้

  • ใช้ประเมินการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะหรือหลังผ่าตัดสมอง
  • ใช้ประเมินการทำงานของสมองในผู้ป่วยภาวะโคม่า
  • ใช้ช่วยวินิจฉัยผู้ป่วยที่ซึมลง หรือหมดสติ และสงสัยว่าผู้ป่วยนั้นมีอาการชักที่ไม่แสดงออกโดยการเกร็งกระตุก (non-convulsive seizure)
  • ใช้ช่วยวินิจฉัยภาวะสมองตาย (Brain death)
  • ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนหลับ
  • ใช้ช่วยวินิจฉัยกลุ่มโรคบางอย่างที่มีลักษณะคลื่นสมองเฉพาะเจาะจง

การเตรียมตัวก่อนมาตรวจคลื่นสมอง

  • สระผมให้สะอาด ไม่ควรใช้แชมพูหรือครีมนวดผม และไม่ควรใส่น้ำมัน, ครีม, สเปรย์ หรือมูสแต่งผม
  • รับประทานยากันชักตามปกติ ห้ามหยุดยากันชักก่อนมาตรวจคลื่นสมอง ยกเว้นเป็นการแนะนำจากแพทย์
  • กรณีเด็กเล็ก อาจจำเป็นต้องให้ยานอนหลับก่อนการตรวจ และ แนะนำ ผู้ปกครองควรเตรียมขวดนมหรือน้ำ และของเล่นที่เด็กชอบมาด้วย

ขั้นตอนการตรวจคลื่นสมอง

  • ขั้นแรก เจ้าหน้าที่จะติดสายตรวจ (electrodes) บนหนังศีรษะในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้ทำความสะอาดไว้แล้ว จากนั้นจะต่อสายตรวจเข้าเครื่องตรวจคลื่นสมอง
  • เมื่อเปิดเครื่องตรวจจะเกิดเส้นกราฟซึ่งเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าในสมอง ปรากฏบนจอภาพตลอดเวลาที่ทำการบันทึก
  • ระยะเวลาตรวจอย่างน้อย 30 นาที – 1 ชั่วโมง
  • ขณะตรวจจะมีการกระตุ้นการทำงานของคลื่นสมองด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะผิดปกติได้ชัดเจนขึ้น เช่น การหายใจเข้าออกลึกๆ (hyperventilation) นานติดต่อกัน 3-5 นาที, การใช้แสงไฟกระพริบที่ความถี่ต่างๆ (photic stimulation) กระตุ้นที่ใบหน้าของผู้ป่วย
  • กรณีเด็กเล็กหรือเด็กที่มีปัญหาทางพัฒนาการที่ไม่ให้ความร่วมมือ อาจต้องให้ยานอนหลับ หลังจากนั้นปลุกเด็กให้ตื่นเพื่อทำการตรวจในขณะตื่นด้วย
Hit Counter