urnurse.net
  เรื่องดี ดี มีไว้แบ่งปัน
เรื่องดีดี มีไว้แบ่งปัน

 

กรณีฟ้องแพทย์ ปี 2548

เก็บมาเล่าเพื่อเตือนให้ระมัดระวัง ในการปฏิบัติงานค่ะ

เรื่องที่ 1

เด็กอายุหนึ่งเดือนฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เข็มที่สองเมื่ออายุ หนึ่งเดือนเมื่อตอนเย็นแล้วพบว่าเสียชีวิตตอนเช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่นอนอยู่ รัฐมนตรีสั่งปิดคลีนิก แต่เมื่อตรวจแล้วคลินิกทำถูกต้องตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ถ้าสั่งปิดไม่มีกฎหมายรองรับ กระทรวงอาจถูกฟ้องศาลปกครอง เลยได้ขอร้องให้แพทย์ช่วยปิดคลินิกเองชั่วคราว เพื่อไม่ให้บางคนเสียหน้า ปัจจุบันเปิดทำการปรกติแล้ว


ข้อเท็จจริง วัคซีนที่ใช้ฉีดให้เด็กคนนั้นได้ฉีดให้กับเด็กสองคน อีกคนปรกติไม่มีปัญหา ผลการตรวจศพพบว่าไม่เกี่ยวกับวัคซีน เด็กตายด้วยโรค Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) หรือ Sudden Unexpected Death in Infancy (SUDI) ตรงตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนไม่มีอาการบวมหรือแม้แต่เลือดออก โรคSIDS นี้พบในเด็กอายุ 1 เดือน ถึง 1 ปี แต่ทีพบบ่อยสุดคืออายุ 1 ถึง 4 เดือน ซึ่งเป็นอายุที่เด็กเริ่มฉีดวัคซีนพอดี ถ้าบังเอิญเกิดหลังวันที่ไปพบแพทย์ ผู้ป่วยก็จะโทษแพทย์ทันที

Institute of Medicine ของสหรัฐได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดและได้ตีพิมพ์หนังสือ เรื่อง Immunization Safety Review: Vaccinations and Sudden Unexpected Death in Infancy ในปี พ.ศ. 2546 สรุปว่าไม่เกี่ยวกัน ในสหรัฐฯเคยพบโรคSIDS นี้ประมาณ 5000-6000 ตนต่อปี ปัจจุบันได้แนะนำให้เด็กนอนหงาย ไม่ให้นอนคว่ำ พบว่าอุบัติการณ์ลดลงเหลือ 2200 คนต่อปี

เรื่องที่ 2

เด็กอายุ 1 ปี 9 เดือน มีไข้มาสองวันมารดาซื้อยาลดไข้ให้กินเองอาการไม่ดีขึ้น จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐในตอนเช้า เวลา 8.51 น. ผู้ป่วยมีไข้สูง พยาบาลได้ให้ยาลดไข้และเช็ดตัวให้ แพทย์ได้ให้ amoxy-clavulanic acid, benadryl expectorant และ paracetamol

ในตอนเย็นเวลา 17.19 น. มารดาได้พาเด็กกลับไปตรวจที่โรงพยาบาลซ้ำ เนื่องจากไข้ยังไม่ลดพบแพทย์คนที่ส อง แพทย์ตรวจไม่พบสิ่งผิดปรกตินอกจากไข้สูงและมี small VSD ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ไม่มีภาวะขาดน้ำ ไม่มีอาการชัก ไม่มีอาการหอบ แพทย์ได้ตรวจเลือด พบ wbc 7300 เกล็ดเลือด 297,000 cu.mm ลักษณะเหมือนการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากผู้ป่วยมีบ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาล แพทย์จึงให้ยาแก้อาเจียนและให้กินยาต่อ และแนะนำให้กลับมาใหม่ถ้าอาการไม่ดีข ึ้น หลังจากที่แพทย์ตรวจแล้ว ขณะที่รอยา ผู้ป่วยมีอาการตาเหลือก ศรีษะและลำตัวแอ่นจากอาการชัก แต่มารดาเข้าใจว่าเป็นอาการตกใจ เลยไม่ได้เอากลับไปให้แพทย์ดูซ้ำ ถ้าแพทย์ทราบว่าชักแล้วไม่รับไว้ในโรงพยาบาล น่าจะเป็นความผิดของแพทย์ แต่มารดาผู้ป่วยไม่ได้แจ้งแพทย์ แถมนำเด็กกลับไปบ้าน ไปชักต่อที่บ้านโดยไม่ทราบว่าบุตรชัก มารดาเข้าใจผิดว่าอาการชักคืออาการหมดสติ

บิดาเด็กมาพบตอนค่ำ พบเด็กมีอาการเกร็งมากจึงนำไปโรงพยาบาลเอกชน ได้รับยากันชัก ต่อมาผู้ป่วยหยุดหายใจ ทำ CT scan พบสมองบวมทั่วไป ผู้ป่วยมีอาการเลวลงอย่างรวดเร็ว จนถึงอาการสมองตายในเวลา 72 ชั่วโมง ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลเอกชน ผลการเพาะแบคทีเรียไม่พบเชื้อ ผู้ป่วยมี ไข้สูง อาการซึม ชัก hypotonia, hyperglycemia และ มี supraventricular tachycardia มี heart rate ขึ้นไปถึง 230/นาที เป็นระยะๆ มีอาการหอบอาการทีกล่าวมานี้ เป็นอาการ ของ brain stem encephalitis ที่พบใน enterovirus 71 ผลการตรวจศพพบมีสมองบวมมาก แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจไม่ได้ตรวจ brain stem เนื่องจากสมองส่วนนั้น เละแล้ว และไม่ได้ส่งไปทำ PCR หา enterovirus โรคนี้มีรายงานในไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร ส่วนประเทศไทยก็เคยพบแต่ไม่ได้ตรวจหาเชื้อไวรัส

เรื่องที่ 3

ผู้ป่วยอายุ 35 ปีมีบุตรตายในครรถ์ ญาติต้องการให้ผ่าเอาเด็กออก อย่างที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่าร้อยละ 80 ของเด็กที่ตายจะคลอดออกมาเอง ในเวลา 2 สัปดาห์ ถ้าปากมดลูกเปิดก็ให้ยากระตุ้นมดลูกให้ดลอดได้ ส่วนเรื่องผ่าคลอดโดยทั่วไปเราเอาเป็นหนทางสุดท้าย ในรายนี้ขณะที่กระตุ้นให้เกิดการคลอด ผู้ป่วยเกิดอาการของ amniotic emboli เสียชีวิตปุปปับ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือมารดาอายุเกิน 30 ปี มีเด็กตายในครรถ์ มดลูกบีบตัวแรง ผลการตรวจศพ พบว่ามีเลือดออกที่สมองซีกซ้าย มีเลือดออกบริเวณผิวตับจำนวนมากและมีเลือดในช่องท้องประมาณ 2000 มล. มดลูกไม่ได้แตก หัวใจข้างขวาโต การตรวจพบเข้าได้กับ amniotic emboli แต่ถ้าจะให้แน่ต้องตรวจดูปอดด้วยกล้องจุลทรรศ์ amniotic emboli ที่มีอาการรุนแรงรักษาไม่ได้ ตายทุกราย

เรื่องที่ 4

ผู้ป่วยชายอายุ 34 ปี ไปเที่ยวปีใหม่แล้วเกิดทะเลาะวิวาท ผู้ป่วยรู้สึกเสียวแปลบ มีเลือดออกที่อกด้านซ้าย ได้ไปที่โรงพยาบาลชุมชน 30 เตียงเวลาตี 2 พยาบาลได้ตรวจดูแผล พบว่ามีแผลถูกของมีคมขนาดกว้าง 2 ซม ลึก 1 ซม เลือดหยุดแล้ว ผู้ป่วยเดินได้ รู้สึกตัว มีกลิ่นเหล้า พยาบาลได้เย็บแผลให้ พยาบาลได้รายงานแพทย์หญิงใช้ทุนปี 2 .ให้ทราบ แพทย์ได้แนะนำให้กลับมาถ้าอาการไม่ดีขึ้น

อีกสองวันต่อมาผู้ป่วยมีอาการเจ็บที่แผลมากขึงไปรักษาอีกโรงพยาบาล เอกเรย์พบมีดหักฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ หน้าอก ได้ส่งต่อให้โรงพยาบาลศูนย์ผ่าเอามีดออก ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว ในรายนี้ผู้ป่วยก็ไม่ทราบว่าถูกแทง พยาบาลตรวจแผลไม่พบมีด เพราะกล้ามเนื้อหดปิด ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีมีดหักอยู่ในกล้ามเนื้อ

Hit Counter