urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
การบริหารยา

วัคซีนและอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ภญ.วราภรณ์ ศิลปกาลประดิษฐ์

วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับคน ที่มีใช้ในประเทศไทยขณะนี้ คือ

1. วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง (Cell Culture Rabies Vaccine)

  1. Human Diploid Cell Rabies Vaccine (HDCV) ผลิตจากการเลี้ยงเชื้อ Fixed Rabies Vaccine พันธุ์ Pitman Moore ใน Human Diploid Cells ทำให้เชื้อตาย (Inactivated) ด้วย Beta- Propiolactone
  2. Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine (PCEC) ผลิตจากการเลี้ยงเชื้อ Fixed Rabies Vaccine พันธุ์ Flury lep-C25 ใน Primary Chick Embryo Fibroblast Cells ทำให้เชื้อตาย (Inactivated) ด้วย Beta-Prcpiclactone
  3. Purified Vero Cell Rabies Vaccine (PVRV) ผลิตจากการเลี้ยงเชื้อ Fixed Rabies Virus พันธุ์ PM WI 38-1503-3M ใน Vero Cells ทำให้เชื้อตาย (Inactivated) ด้วย Beta - Propiolactone
2. วัคซีนไข่เป็ดฟักชนิดบริสุทธิ์ (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine, PDEV) ผลิตจากการเลี้ยงเชื้อ Fixed Rabies Virus พันธุ์ PM ในตัวอ่อนไข่เป็ดฟัก (Embryonated Duck Eggs) ทำให้เชื้อตาย (Inactivated) ด้วย Beta - Propiolactone

อิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สำหรับคน (Rabies Immunoglobulin, RIG) ที่มีใช้ในประเทศไทย ขณะนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ

  1. ชนิดผลิตจากซีรั่มม้า (Equine Rabies Immunoglobulin, ERIG) เตรียมโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับม้า และฉีดกระตุ้นจนกระทั่งมีแอนตี้บอดีย์ อยู่ในระดับสูงพอ จึงเจาะโลหิตมาแยกซีรั่มผลิตเป็น อิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  2. ชนิดผลิตจากซีรั่มคน (Human Rabies Immonoglobulin , HRIG) เตรียมโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้คน และฉีดกระตุ้นจนกระทั่งมี แอนตี้บอดีย์ อยู่ในระดับสูงพอ จึงเจาะโลหิตมาแยกซีรั่มผลิตเป็น อิมมูโนโกลบุลิน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

 

วิธีใช้วัคซีนและอิมมูโนโกลบุลิน
1. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้า
(Pre-Exposure Immunization)

ฉีดวัคซีน 1 มล. หรือ 0.5 มล. (แล้วแต่ชนิดของวัคซีน) 1 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ (IM) หรือขนาด 0.1 มล. เข้าในผิวหนัง (ID) บริเวณต้นแขน (Deltoid) ในวันที่ 0, 7 และ 21 หรือ 28 (วันที่ฉีดอาจคาดเคลื่อนไปได้บ้าง 1-2 วัน โดยไม่ต้องตั้งต้นใหม่)

ควรฉีดในกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค เช่น ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการวิจัยเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า เจ้าหน้าที่ชันสูตรโรคพิษสุนัขบ้า สัตวแพทย์ นักสัตววิทยา ผู้พิทักษ์สัตว์ป่า อาจรวมถึงบุคลากรในสถานบริการสาธารณสุขแผนกฉุกเฉิน และแผนกผู้ป่วยโรคติดเชื้อในพื้นที่เสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าสูง

2. การฉีดวัคซีนและ อิมมูโนโกลบุลินหลังสัมผัสโรค(Post-Exposure Treatment)

2.1. การฉีดอิมมูโนโกลบุลิน (RIG) ชนิดผลิตจากซีรั่มม้า (ERIG) ฉีดขนาด 40 IU/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ชนิดผลิตจากซีรั่มม้า (HRIG) ฉีดขนาด 20 IU/ น้ำหนักตัว 1กิโลกรัม

การฉีด RIG ให้ได้ผลควรทำหลังจากชะล้างบาดแผลเพื่อขจัดการปนเปื้อนรวมทั้งล้างเชื้อ Rabies Virus ออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วฉีด RIG ล้อมรอบบาดแผล เพื่อลบล้างฤทธิ์ (Neutralize) เชื้อ Rabies Virus ที่ยังคงตกค้างในบาดแผลหรือรอบบาดแผล ถ้าบาดแผลขนาดเล็ก การฉีดรอบแผลทำได้ปริมาณจำกัดให้ฉีดส่วนที่เหลือเข้ากล้ามเนื้อ ไกลจากจุดที่ฉีดวัคซีน

ไม่ควรฉีด RIG ขนาดสูงกว่าที่แนะนำ เพราะจะไปกดการสร้างภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน

2.2. การฉีดวัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงและวัคซีนไข่เป็ดฟักชนิดบริสุทธิ์

2.2.1. การฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ (IM)

การฉีดวัคซีนขนาด 1 มล. (ถ้าเป็น HDCV,PCEC , PDEV) หรือ 0.5 มล. (ถ้าเป็น PVEV) เข้ากล้ามเนื้อต้นแขน (DELTOID) หรือ ถ้าเป็นเด็กเล็ก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหน้าขาด้านนอก (ANTEROLATERAL) ห้ามฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพก เพราะภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นไม่ดี

วันที่ 0 3 7 14 30
ฉีดวัคซีน 1 DOSE 1 1 1 1 1

 

2.2.2. การฉีดเข้าในผิวหนัง (ID) ฉีดได้ 2วิธีดังนี้

การฉีดแบบ 2-2-2-0-1-1 (ใช้ได้กับ PVTV , PVRV , HDCV)

ฉีดวัคซีนจุดละ 0.1 มล. โดยฉีดเข้าในผิวหนังบริเวณต้นแขนซ้ายและขวา ข้างละ 1 จุด ในวันที่ 0,3,7 และฉีดที่ต้นแขน 1 จุด ในวันที่ 30 และ 90 ดังนี้

วันที่ 0 3 7 30 90
จำนวนจุดที่ฉีดวัคซีน 0.1 ml 2 2 2 1 1

การฉีดแบบ 8-0-4-0-1-1 (ใช้ได้กับ HDCV และ PCEC)

ฉีดวัคซีนจุดละ 0.1 มล. ดังนี้

วันแรก (วันที่ 0) ฉีดเข้าในผิวหนังบริเวณต้นแขน หน้าขาด้านนอก สะบัก และ หน้าท้องด้านล่าง (ทั้งด้านซ้ายและขวา) รวม 8 จุด

วันที่ 7 ฉีดเข้าในผิวหนังบริเวณต้นแขนและหน้าขาด้านนอก (ทั้งด้านซ้ายและขวา) รวม 4 จุด

วันที่ 30 และ 90 ฉีดจุดเดียวเข้าในผิวหนังบริเวณต้นแขน

วันที่ 0 7 30 90
จำนวนจุดที่ฉีดวัคซีน 0.1 ml 8 4 1 1

การฉีดวัคซีนเข้าในใต้ผิวหนัง ใช้เพื่อหวังผลลดค่าใช้จ่าย การฉีดหลายตำแหน่งเพื่อให้ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นสูงในเวลารวดเร็ว ถ้าใช้วัคซีน PCEC และ HDCV วัคซีนที่ใช้ต้องมีความแรงอย่างน้อย 0,7 IU/0.1 มล. เพื่อให้ผลป้องกันโรคได้เช่นเดียวกับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ข้อสังเกตในการฉีดวัคซีน และอิมมูโนโกลบุลิน

  • เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่ประมาณ 1-3 เดือน และร้อยละ 95 จะอยู่ภายใน 1 ปี ดังนั้น เมื่อผู้สัมผัสเชื้อมาขอรับการบริการช้า ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีเพิ่งสัมผัสเชื้อใหม่ๆ
  • การฉีดวัคซีนในเด็กและผู้ใหญ่ใช้ขนาดเดียวกัน ไม่ว่าจะฉีดด้วยวิธีเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าในผิวหนัง
  • ไม่มีข้อห้ามสำหรับการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบุลิน ในหญิงมีครรภ์และเด็กเล็ก
  • ถ้าผู้สัมผัสมารับบริการไม่ตรงตามนัด เช่น อาจคลาดเคลื่อน ไป 1-2 วัน ให้ฉีดวัคซีนต่อเนื่องไม่ต้องตั้งต้นนับฉีดวัคซีนใหม่
  • วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงและวัคซีนไข่เป็ดฟักบริสุทธิ์ที่ใช้อยู่ในประเทศไทยขณะนี้ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยใกล้เคียงกัน กรณีที่ไม่สามารถหาวัคซีนชนิดเดียวกันมาฉีดให้ครบก็สามารถใช้วัคซีนอื่นทดแทนได้
  • ผู้ที่มีภาวะภูมคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency) ควรได้รับ RIG ทุกรายและฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น

 

Hit Counter