urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
พื้นฐานงานพยาบาล
 

การเย็บแผล

ก่อนการเย็บแผล ต้องล้างแผลเอาสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายออกให้สะอาดเสียก่อน เพราะมิเช่นนั้นก็จะเกิดการอักเสบตามมาภายหลัง

กรณีที่เย็บยากอาจต้องตัด ( Clip ) เส้นผมบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่เย็บแผลออก ถ้าผมไม่รบกวนบาดแผลการตัดผมจะตัดหรือไม่ตัดก็ได้ ไม่ให้โกนหรือตัดขนคิ้ว เพราะขนคิ้วอาจจะไม่งอกอีกเลย

กรณีที่บาดแผลฉีกขาด หนังรอบแผลรุ่งริ่ง ควรขจัดเนื้อตายออกไปก่อนด้วยการตกแต่งแผล ( Debridement )

แผลบางชนิดสกปรกมาก หรือแผลถูกสัตว์กัด ไม่ควรเย็บเพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่บาดแผล ให้ล้างแผลทุกวันและปิดแผลไว้ด้วยผ้าพันแผล

การฉีดยาชา เลือกให้เหมาะกับแผลที่จะฉีด

  • Xylocaine without adrenaline เป็นยาชาเฉพาะที่ที่ออกฤทธิ์ได้เร็วมาก การกระจายฤทธิ์ได้ดี และมีฤทธิ์อยู่ได้นานไม่ระคายเคือง
  • Xylocaine with adrenaline  ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เส้นโลหิตหดตัว เลือดที่ออกจากบาดแผลจะออกน้อยลง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเลือดออกจากบาดแผลมาก แต่ควรระวังในการฉีดโดยเฉพาะอวัยวะส่วนปลายของร่างกาย เช่น ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ติ่งหู ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เส้นโลหิตหดตัวทำให้เกิด Cyanosis และ gangrene 


วัสดุที่ใช้ในการเย็บแผล

ได้แก่ ไหม ด้าย ใยสังเคราะห์หรือลวด ในการเย็บแผลบริเวณ ผิวหนังส่วนใหญ่ใช้ด้ายหรือไหมเย็บ

ลักษณะการเย็บแผล แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. เย็บแผลโดยใช้ไหมผูกเป็นปมแยกเป็นอัน ๆ (interupted) ได้แก่

  • การเย็บธรรมดา (plain
    interupted) โดยใช้เข็มตักเนื้อใต้ผิวหนังที่จะเย็บเพียงครั้งเดียว และผูกไหมเป็นปมไว้ด้านข้าง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มาก หรือ
  • การเย็บแบบสองชั้น (mattress interupted) โดยใช้เข็มตักเนื้อใต้ผิวหนังลึกจากขอบแผลข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาตักขอบแผลตื้น ๆ ให้โผล่ใกล้ตำแหน่งที่ตักครั้งแรกจึงผูกปม วิธีนี้จะไม่มีเส้นไหมเย็บข้ามขอบแผล

2. เย็บแผลโดยใช้ไหมต่อเนื่อง (continuous interupted) โดยผูกปมเฉพาะเข็มแรกและเข็ม สุดท้ายมี 3วิธีคือ

2.1 การเย็บต่อเนื่องด้วยวิธีธรรมดา (plain continuous)

2.2 การเย็บต่อเนื่องชนิดสองชั้น (mattress continuous)

2.3 การเย็บต่อเนื่องชนิดพันทบ (blanket continuous)

การตัดไหม


การตัดไหม

โดยทั่วไปการตัดไหมจะทำให้วันที่ 7-10 ภายหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการเย็บแผล ตำแหน่งแผลและถ้าปล่อยไว้นานเกินไปจะทำให้เกิดการอักเสบและแผลแยกในภายหลังได้


1. ตรวจสอบคำสั่งการรักษาของแพทย์ทุกครั้งว่ามีจุดประสงค์ให้ตัดไหมทุกอัน (total stitches off) หรือตัดอันเว้นอัน (partial stitchess off)

2. ไหมที่เย็บแผลส่วนที่มองเห็นเป็นส่วนที่มีการสัมผัสเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ตาม ผิวหนัง ในการตัดและดึงไหมออกจึงไม่ควรดึงไหมส่วนที่มองเห็นลอดผ่านใต้ผิวหนัง และจะต้องดึงไหมออกให้หมด เพราะถ้าไหมตกค้างอยู่ใต้ผิวหนัง จะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมและเกิดการอักเสบได้

3. ขณะตัดไหมหากพบว่ามีขอบแผลแยกให้หยุดทำ และปิดแผลด้วยวัสดุที่ช่วยดึงรั้งให้ ขอบแผลติดกัน

วิธีตัดไหม

1. ทำความสะอาดบาดแผล โดยใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบแผล และอาจใช้ไฮโดรเจนเปอร์ ออกไซด์เช็ดคราบที่ไหมเย็บ (suture) ออก

2. การตัดไหมที่เย็บแผลโดยใช้ไหมผูกเป็นปมแยกเป็นอัน ๆ โดยใช้ปากคีบไม่มีเขี้ยวจับ ชายไหมส่วนที่อยู่เหนือปมที่ผูกไว้ ดึงขึ้นพอตึงมือส่วนของจะเห็นไปใต้ปมโผล่พ้นผิวหนังขึ้นมา 2 เส้น และใช้สอดปลายกรรไกรสำหรับตัดไหมในแนวราบขนานกับผิวหนัง ตัดไหมส่วนที่อยู่ชิด ผิวหนังซึ่งอยู่ใต้ปมที่ผูก แล้วดึงไหมในลักษณะดึงเข้าหาแผลเพื่อป้องกันแผลแยก

3. การตัดไหมที่เย็บแผลโดยใช้ไหมผูกเป็นปมเป็นอัน ๆ ชนิดสองชั้น ให้ตัดไหมส่วนที่
มองเห็นและอยู่ชิดผิวหนังมากที่สุด ซึ่งอยู่ด้านตรงกันข้ามกับปมไหมให้ตัดไหมด้วยวิธีเดียวกับการเย็บธรรมดา

4. การตัดไหมที่เย็บแผลแบบต่อเนื่อง ให้ตัดไหมส่วนที่อยู่ชิดผิวหนังด้านตรงกันข้ามกับปมที่ผูกอันแรก และอันถัดไปด้านเดิม เมื่อดึงไหมออกส่วนที่เป็นปมผูกไว้อันแรก และส่วนที่อยู่ชิด ผิวหนัง ซึ่งติดกับไหมที่เย็บอันที่สองจะหลุดออก ส่วนไหมปมอันถัดไปให้ตัดไหมส่วนที่อยู่ชิดผิวหนังด้านเดิม ทำเช่นนี้จนถึงปมไหมอันสุดท้าย สำหรับไหมที่เย็บต่อเนื่องชนิดทบห่วง ให้ใช้กรรไกร ตัดไหม ส่วนที่อยู่ชิดผิวหนังด้านตรงข้ามกับที่พันทบเป็นห่วงทีละอัน และดึงออก

 

Hit Counter