urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
พื้นฐานงานพยาบาล
 

การให้ออกซิเจน-Oxygen therapy

การให้ออกซิเจนผ่านทางเดินหายใจปกติ ออกซิเจนจะผ่านทางโพรงจมูก และ ลำคอ ทำให้อากาศและออกซิเจนได้รับความชื้นเพิ่มเติมอย่างเพียงพอ ก่อนเข้าสู่ปอดการเลือกวิธีการทำความชื้นของออกซิเจน จึงไม่ต้องพิถีพิถันมาก ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมของอุปกรณ์ นั้น ๆ อุปกรณ์การให้ออกซิเจนที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่

1 Nasal cannula ประกอบด้วยท่อส่งออกซิเจนขนาดเล็กที่ปลายเปิดในรูจมูก ในช่วงหายใจออกออกซิเจนที่ไหลมาตามท่อบางส่วน จะถูกชะออกไปตามลมหายใจ บางส่วนจะถูกเก็บไว้ในโพรงจมูก ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บออกซิเจนส่วน ในช่วงหายใจเข้าผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนจาก nasal cannula โดยตรงรวมกับอากาศจากโพรงจมูกซึ่งมีออกซิเจนสูง ทำให้ ผลรวมของระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในลมหายใจเข้า สูงกว่าที่คำนวนได้จากอัตราการไหลของออกซิเจนโดยตรง เนื่องจากโพรงจมูกมีเนื้อที่น้อย การเป็นแหล่งเก็บออกซิเจนจึงจำกัด การเปิดออกซิเจนให้ไหลเกิน 5-6ลิตรต่อนาที จึงมีผลในการเพิ่มระดับความเข้มข้นของออกซิเจนน้อย แต่จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก จมูกแห้ง โดยทั่วไประดับความเข้มข้นของออกซิเจน สูงสุดที่ได้จากการใช้ nasal cannula มักไม่เกิน 0.4 ดังนั้น ถ้าต้องการระดับความเข้มข้นของออกซิเจนสูงกว่านี้ ควรเลือกใช้อุปกรณ์อื่นแทน ส่วนเครื่องทำความชื้นที่ใช้กับ nasal cannula ควรเป็นแบบ humidifier ไม่ควรใช้ nebulizerเพราะท่อลำเลียงก๊าซมีขนาดเล็ก

.2 Simple mask ประกอบด้วยหน้ากากครอบบนจมูกและคาง ซึ่งต่อกับสายออกซิเจน ช่องว่างระหว่าง mask กับจมูกจะทำหน้าที่เป็นที่เก็บออกซิเจนเพิ่มเติมไปจากโพรงจมูกของผู้ป่วยเอง ทำให้ระดับความเข้มข้นของออกซิเจนที่ได้ เมื่อเปิดออกซิเจนให้ไหลด้วยอัตราเร็วเต็มที่ สูงกว่าการใช้ nasal cannula และอาจจะสูงถึง 0.55

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ mask คืออัตราการไหลของออกซิเจนที่เข้าสู่ mask ต้องสูงกว่า 5-6 ลิตร/นาที เพื่อที่จะชะล้างขับไล่คาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกได้ทัน มิฉะนั้นอาจเกิดการคั่งของบอนไดออกไซด์ในเลือดแดงได้ เครื่องทำความชื้นที่ใช้กับ simple mask อาจจะเป็นชนิด humidifier หรือ nebulizer ชนิดท่อลำเลียงก๊าซจึงขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องทำความชื้น

.3 Partial rebreathing mask ประกอบด้วย simple mask ที่มีถุงเก็บ ออกซิเจนต่อที่ปลายถุงนี้มักจะมีความจุ 600-800 ซีซี ทำหน้าที่เป็นที่เก็บออกซิเจนเพิ่มเติมไปจากโพรงจมูก และช่องว่างของ mask ในช่วงหายใจออกออกซิเจนที่ไหลมาตามท่อและลมหายใจออกส่วนต้น ซึ่งมีออกซิเจนสูงและคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ จะถูกเก็บเข้าไปในถุงทำให้ถุงโป่งส่วนในช่วงหายใจเข้าผู้ป่วยจะได้ออกซิเจน ทั้งจาก mask และถุงทำให้อากาศที่ผู้ป่วยหายใจเข้าไปมีความเข้มข้นของออกซิเจนสูงยิ่งขึ้น และอาจสูงถึง 0.65 เมื่อเปิดให้ออกซิเจนไหลเต็มที่ ในทำนอง เดียวกับ simple mask ออกซิเจนที่มาป้อน partial rebreathing mask ไม่ควรต่ำกว่า 6 ลิตรต่อนาที และควรมากพอ ที่จะทำให้ถุงที่ต่อไว้โป่งตลอดเวลาที่ในช่วงหายใจเข้าและหายใจออก จึงจะได้ความเข้มข้นของออกซิเจนที่สูงที่สุด และไม่มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ อุปกรณ์ทำความชื้นที่ใช้กับ mask ชนิดนี้ควรจะเป็นชนิด humidifier และใช้กับท่อลำเลียงก๊าซขนาดเล็ก

.4 non rebreathing mask ประกอบด้วยอุปกรณ์แบบ partial rebrea- thing mask แต่มีลิ้นทางเดียว (one way valve) ติดเพิ่มที่ 2 ตำแหน่งคือ - ที่ปากถุงต่อกับ mask สำหรับเปิดให้ออกซิเจนเดินทางเข้า mask ได้ ทิศทางเดียวลมหายใจออกจะย้อนกลับ เข้าไปในถุงไม่ได้ - ที่รูหายใจออกข้าง ๆ mask สำหรับเปิดให้ลมหายใจออกไหลออกสู่บรรยากาศได้ทางเดียว อากาศภายนอก mask จะไหลเข้ามาปะปนไม่ได้ โดย mask ชนิดนี้ ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนบริสุทธิ์จากถุงในช่วงหายใจเข้า และไม่มีการสูดกลับของลมหายใจออก อากาศที่ได้จึงมีความเข้มข้นสูงมากอาจจะถึง 1.0 ได้ ถ้าเปิดออกซิเจนไหลเต็มที่ อย่างไรก็ดี mask ชนิดนี้ไม่นิยมใช้กันมากนัก เนื่องจากจะต้องใช้หน้ากากขนาดพอเหมาะที่ครอบสนิทกับใบหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วหรืออากาศเข้าไปปะปน และผู้ป่วยอาจเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องออกแรงในการเปิด one way valve ทั้งในช่วงหายใจเข้าและหายใจออก นอกจากนั้นในความเป็นจริงผู้ป่วย ส่วนมากที่ต้องการออกซิเจนระดับเข้มข้นเกิน 0.6 มักจะหายใจด้วยตนเองไม่ได้ ต้องใส่ท่อ หลอดลมและใช้เครื่องช่วยหายใจ

5 Venturi mask ประกอบด้วย simple mask ที่มีตัวทำละอองน้ำต่ออยู่ที่ทางเข้าของออกซิเจน ออกซิเจนที่ใช้จำเป็นต้องต่อโดยตรงจาก flow meterโดยไม่ผ่านเครื่องทำความชื้น ทั้งนี้ เพราะต้องการความแรงของก๊าซในการทำให้เกิด venturi effect (การทำให้เกิดละอองน้ำ) ในปัจจุบันตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การพ่นยา

การให้ออกซิเจนผ่านทาง endotracheal tube (ET) หรือ tracheostomytube (TT) ออกซิเจนที่จะให้ผ่านทาง endotracheal หรือ tracheostomy tube นี้จะ ไม่ได้รับความชื้นจากโพรงจมูก จึงต้องให้ความชื้นแก่ออกซิเจนอย่างเต็มที่มาก่อนจะให้ผู้ป่วย เครื่องทำความชื้นที่เหมาะสมในกรณีนี้อาจเป็น nebulizer หรือ heat humidifier ท่อลำเลียงออกซิเจนควรเป็นท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง เช่น corrugate tube เพื่อป้องกันการอุดตันของท่อจากไอน้ำกลั่นตัว อุปกรณ์สำหรับให้ออกซิเจน ได้แก่

1 T-tube หรือ T-piece ประกอบด้วยข้อต่อหัวรูป T ซึ่งตัวของตัวทีสวมกับปลายเปิดของ ET หรือ TT โดยที่ปลายหาง T ข้างหนึ่งต่อกับท่อลำเลียงออกซิเจน ซึ่งนำออกซิเจนมาจากเครื่องทำความชื้น ปลายหางอีกข้างต่อกับ extension tube ซึ่งทำหน้าที่เก็บออกซิเจนหรืออาจเรียก oxygen reservoir tubeโดยการให้ออกซิเจนวิธีนี้ ผู้ป่วยจะได้ความเข้มข้นของออกซิเจนค่อนข้างสูง หรือใกล้เคียงกับความเข้มข้นออกซิเจนของอากาศที่ส่งมาจากเครื่องทำความชื้น นอกจากนั้นอัตราการไหลของอากาศที่ป้อน T-tube ไม่ควรต่ำกว่า 5-6 ลิตรต่อนาที การคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดแดงจึงจะไม่เกิดขึ้น

2 Tracheal mask ประกอบด้วยหน้ากากเล็ก ๆ ที่สวมอยู่รอบ ๆปากเปิดของ Tracheostomy tube ออกซิเจนที่ป้อน mask จะมาจากเครื่องทำความชื้น แล้วส่งผ่าน มาตาม corrugate tube ซึ่งปลายเปิดเข้าไปใน mask เนื่องจาก mask นี้ไม่ได้สวมสนิทกับรูเปิดของ tracheostomy tube การดูดอากาศรอบด้านเข้าไปผสมกับออกซิเจนในช่วงหายใจเข้าจึงมีมากกว่า การใช้ T-piece ผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนโดยวิธีนี้ จึงมักจะได้ระดับความเข้มข้นของออกซิเจนที่ ต่ำกว่าระดับความเข้มข้นของอากาศที่ส่งมาจากเครื่องทำความชื้น วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับใช้เฉพาะ ผู้ป่วยที่ไม่มีปัญหาการพร่องออกซิเจนมาก และใกล้จะเอาท่อหลอดลมออกแล้ว

การเลือกใช้อุปกรณ์การให้ออกซิเจนชนิดใด ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายว่าต้องการออกซิเจนมากน้อยเพียงใด นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย และการยอมรับของผู้ป่วยด้วย การแก้ไขภาวะการพร่องออกซิเจนในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มอย่างเฉียบพลัน ทั่วไปมักจะถือหลักการให้ออกซิเจนให้เกินพอกว่าความต้องการของผู้ป่วย โดยไม่ต้องจำกัดหรือเคร่ง ครัดกับระดับความเข้มข้นของออกซิเจนมากนัก

ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังบางรายที่เป็นขั้นรุนแรง และมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในกระแสเลือดแดงอย่างเรื้อรังอยู่แล้ว เมื่อมีภาวะพร่องออกซิเจนเกิดขึ้น ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องการออกซิเจนจำนวนเล็กน้อยไม่เกิน 2 ลิตร/นาที พอให้ผู้ป่วยเหนื่อยน้อยลงและหายเขียว หรือรักษาระดับออกซิเจนในเลือดแดงให้มีความดันเพียง 55-60 มม.ปรอทเท่านั้น การให้ออกซิเจนมากกว่านี้จะไปยับยั้งการกระตุ้นศูนย์หายใจทำให้หยุดหายใจได้

Hit Counter