urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
พื้นฐานงานพยาบาล
 

การใส่สายยางสวนล้างกระเพาะอาหาร

ที่ห้องฉุกเฉินนอกจากผู้ป่วยอุบัติเหตุแล้ว ก็ยังมีผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางอายุรกรรมมาใช้บริการด้วย ที่แวะมาใช้บริการบ่อยๆ ได้แก่

ผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยา แทบไม่น่าเชื่อว่ามีคนคิดสั้นมากมายขนาดนี้ บางวันมาเช้า มาเย็น ตกดึกก็มาอีก (หมายถึงผู้ป่วยมีหลายราย ไม่ใช่รายเดียวกัน )

พยาบาลอย่างเราก็มีหน้าที่ใส่สายยางสวนล้างกระเพาะ ระหว่างสวนล้าง พยาบาลก็มักจะถือโอกาสปลอบประโลม กึ่งแนวธรรมะ ให้ผู้ป่วยฟังไปด้วย

ผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยมากก็รอดปลอดภัยดี เพราะพอกินแล้วก็รีบบอกญาติ หรือบางรายก็โทรศัพท์ร่ำลาญาติก่อน พอได้จังหวะญาติมาถึงแล้วก็ค่อยกิน แล้วญาติก็นำส่งโรงพยาบาลทันที นานๆครั้ง จึงจะพบผู้ป่วยที่หลังจากกินยาแล้ว มาโรงพยาบาลคนเดียว ( ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าบอกญาติแล้ว แต่ญาติไม่มาด้วย หรืออย่างไร)

ตามทฤษฎีที่ผู้เขียนได้ร่ำเรียนมา และพอจำได้เลือนลาง อาจารย์บอกว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้จริงๆแล้ว ไม่ได้มีความปรารถนาที่จะลาโลกแต่อย่างใด แต่การแสดงออกเช่นนี้เรียกว่า Cry for Help คือเรียกร้องเพื่อความช่วยเหลือ ขอความเห็นใจจากคนรอบข้าง ดังนั้น หลังจากการรักษาทางร่างกายเสร็จแล้ว แพทย์ก็มักจะส่งผู้ป่วยเพื่อปรึกษากับจิตแพทย์ด้วย

การซักประวัติเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น นอกจากจะถามให้รู้ว่า ผู้ป่วยกินสารพิษประเภทใดเข้าไป แล้ว ยังจำเป็นต้องรู้ด้วยว่ากินเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะว่าการล้างท้องจะได้ผลดีมาก ถ้าจะทำภายในเวลา 4 ชั่วโมงหลังจากได้รับสารพิษ เพราะสารพิษยังคงค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเกิน 12 ชั่วโมงแล้วพบว่าไม่ค่อยได้ผล

ผู้ป่วยที่หมดสติจำเป็นต้องใส่ endotracheal tube ก่อนล้างท้อง

ข้อห้ามในการล้างท้อง คือ

  • ผู้ป่วยที่รับประทานกรดหรือด่างเข้าไป
  • ผู้ป่วยที่ได้รับสารละลาย petroleum
  • ผู้ป่วยที่ได้รับสารกลุ่ม Hydrocarbon เช่น ยาฆ่าแมลง, น้ำมันก๊าด,​ น้ำมันเบนซิน
  • ผู้ป่วยที่ได้รับสารกลุ่ม Corrosive agent เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ  

เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงของการสำลักเกิดเป็น Aspiration pneumonitis โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัวและไม่ได้ protect airway หรือ full stomach            

ผู้ป่วยที่ได้รับสารกลุ่ม Corrosive agent: นอกจากจะเสี่ยงเรื่อง Aspiration pneumonitis แล้วยังเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่หลอดอาหารเพิ่มขึ้นด้วย บางรายทำให้เกิด Esophageal perforation 


วิธีล้างท้องที่ถูกต้อง คือ ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้าย ศีรษะต่ำ ใส่ท่อยางใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.) ทางปาก ( orogastricotube) หรือใส่ท่อขนาดเล็กทางจมูก (โดยทั่วไปชนิดแรกจะมีประสิทธิภาพในการล้างสารพิษออกมาได้ดีกว่า) ลงไปที่กระเพาะอาหาร ทดสอบได้โดยดันลมเข้าไปในท่อแล้วฟังดูว่าปลายท่ออยู่ในกระเพาะอาหารจริง แล้วจึงดูดสารพิษที่อยู่ในกระเพาะอาหารออกมาให้มากที่สุด

ไม่ควรเติมน้ำเข้าไปก่อนที่จะดูดสารพิษออกมา  เพราะจะทำให้สารพิษเจือจาง และล้างออกลำบากขึ้น โดยทั่วไปให้ล้างด้วยน้ำประปาได้ การใส่น้ำแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 250 มล. แล้วดูดออกให้หมด จึงใส่น้ำใหม่ ทำซ้ำๆ จนน้ำที่ได้ใส โดยใช้น้ำทั้งหมดประมาณ 5-10 ลิตร

ถ้าล้างจนสะอาดแล้ว ก็อาจจะใส่ activated charcoal หรือ milk of magnesia ตามลงไปก่อนเอาท่อออกจากปากผู้ป่วย เวลาเอาท่อยางออก ต้องไม่ลืมที่จะบีบปลายท่อ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในท่อหกจนผู้ป่วยหายใจเข้าไป

การล้างท้องควรจะทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช้แรงดูดมากเกินไป บางครั้งการทำด้วยความรุนแรง อาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุได้

Hit Counter