urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้ สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล
พื้นฐานงานพยาบาล
 

การให้อาหารทางสายให้อาหาร

หมายถึง

การให้อาหาร (Nutrients) เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal system) โดยผ่านทางสาย (Tube) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหาร ยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ ( functional GI tract)

รูปแบบของการใส่สายให้อาหาร

• Nasogastric tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่ใส่ผ่านจากรูจมูกถึงกระเพาะอาหาร

 • Orogastric Tube feeding เป็นการใส่สายให้อาหารเข้าทางปาก ผ่านหลอดอาหารเข้าไปในกระเพาะอาหาร     ส่วนมากจะทำในผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้นมผสม เนื่องจากเด็กทารกรูจมูกจะเล็กและบางมาก      การ ใส่สายให้อาหารทางรูจมูก อาจ ทำให้ trauma ต่อเยื่อบุจมูกและทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก

Gastrostomy tube feeding เป็นการให้อาหารทางสายที่เจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร  ในรายผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายผ่านทางหลอดอาหารได้ เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดอาหาร หรือมีการตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน  รวมทั้งในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องให้อาหารทางสายเป็นเวลานาน

วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหาร

•  Intermittent enteral tube feeding

เป้นการให้อาหารทางสายอาหารเป็นครั้งคราววันละ 4-6 ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารมื้อเช้า กลางวัน เย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจจะแบ่งเป็น 4 มื้อ คือก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมื้ออาจจะให้น้ำเปล่าหรือน้ำหวาน เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ

•  Continuous enteral tube feeding

เป็นการให้อาหารทางสายให้อาหารแบบต่อเนื่อง โดยให้หยดทางสายให้อาหารช้าๆ ในรายผู้ป่วยไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม วิธีการให้อาหารแบบ continuou feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด โดยจะต้องควบคุมให้หยดช้าๆ และต่อเนื่องในเวลาที่กำหนด หรืออาจจะควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง ( Infusion pump)

ข้อควรระวังในการดูแลผู้ป่วยใส่สายให้อาหาร

1. การสำลัก หรืออาเจียนจะทำให้ ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก ( tube displacement) มาอยู่ในหลอดอาหาร ( esophagus) หรือเข้าไปในหลอดลม   ( respiratory tract) พยาบาลต้อง.ทดสอบปลายสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลัก อาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร

2.การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป ทำให้ กิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร อาจทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้

3.ผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายและเกิดอาการท้องเสีย มีสาเหตุการเกิดได้หลายสาเหตุ คือ

  • ผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนม ( lactose interance) ถ้าสูตรอาหารเหลวมีนมผสมจะทำให้ผู้ป่วยท้องเสีย
  • สูตรอาหารที่เข้มข้นมาก ( High osmolarity formula) เป็นสาเหตุให้มีการดึงน้ำออกมาอยู่ในลำไส้มาก    และเกิดอาการท้องเสียได้
  • อาหารเหลวที่ให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือ จากการเก็บอาหารเหลวไม่ถูกต้องทำให้อาหารเหลวบูด  
Anatomy of Gastrointestinal system
Hit Counter