urnurse.net
  รวมเรื่องควรรู้สำหรับการทำงานพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาล
การตรวจเพื่อวินิจฉัย
 

HIV

HIV หรือ การตรวจเอดส์ ปกติในการตรวจทั่วไป มักเป็นการตรวจหา Antibody ของเอดส์ในเลือดด้วยวิธี Elisa หรือ RPHA ซึ่งตรวจได้ง่าย ราคาไม่แพง ทราบผลไว พวกนี้ถ้าไม่พบแอนติบอดี้ดังกล่าว ก็เชื่อได้ว่ายังไม่มีระดับ Antibody ต่อโรคนี้ในเลือด ......

แต่ถ้าพบแอนติบอดี้ด้วยวิธีดังกล่าว อาจจะต้องส่งเลือดเพื่อตรวจยืนยันด้วยวิธี Western's blot ซึ่งจะยืนยัน ได้100 % ว่าเป็น HIV แน่นอน (ที่ไม่ตรวจด้วยวิธีนี้ทุกราย เพราะว่าเครื่องมือมีน้อยและค่าตรวจแพง มากจึงเอาไว้ตรวจยืนยันเท่านั้น)

ถ้าพบว่ามี Antibody +ve ก็แสดงว่า ได้รับเชื้อโรคนี้ อาจจะมีอาการของโรคแล้ว หรือไม่ก็ได้ ........

ถ้าตรวจยังไม่เจอ Antibody และ คิดว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจซ้ำ ทุกสามเดือน จนครบหนึ่งปีหลังจากเวลาที่คาดว่าจะได้รับเชื้อครั้งสุดท้าย ถ้าครบปีแล้ว ยังไม่พบก็มั่นใจได้ว่าไม่ได้ติดเชื้อ)

........กรณีที่เป็นการตรวจเลือดที่จะเอาให้กับคนไข้ นอกจากตรวจ Antibody แล้ว ทางรพ. จะตรวจหา Antigen ของเชื้อ HIV ด้วยเพราะว่า การตรวจหา Antibody จะตรวจพบ ได้เร็วกว่าการตรวจหา Antibody (แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าด้วย)

 

VDRL คือ เป็นการตรวจหา Antibody ของเชื้อซิฟิลิส หรือที่เรียกกันว่า ตรวจ เลือดบวก (เพราะว่าแต่ก่อนเวลารายงานผลตัวนี้ จะรายงานตามความแรง ของปฏิกริยาเป็น +1, +2, +3, +4 ..

แต่ปัจจุบัน จะรายงานผลเป็น Nonreactive หรือ -ve ซึ่งแสดงว่าไม่เป็น หรือไม่พบ Antibody ของเชื้อนี้

กับ Reactive หรือ +ve หรือ พบ Antibody ซึ่งมักจะรายงานระดับความแรง ของปฏิกริยา ไว้ด้วยเช่น 1:1 ,1:2, 1:4 ,1:8 ,1:16 ,1:32 (ยิ่ง อันหลังๆ นี่ปฏิกริยายิ่งแรงมากตามลำดับ)

แม้ว่าจะพบ ว่า Reactive หรือ +ve ก็ไม่ได้บอก ว่าคนไข้จะเป็น ซิฟิลิส ทั้งหมด (โดยเฉพาะถ้าปฏิกริยาเป็นแบบอ่อนๆ) เพราะว่า มีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ VDRL ให้ผลเป็นบวกได้เช่นกัน เช่นพวกโรคทางภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ (Autoimmune Disease) เช่น SLE (โรคพุ่มพวง) ดังนั้นถ้าจะยืนยันว่าเป็น ซิฟิลิสจริง จะส่งตรวจหาเชื้อซิฟิลิสด้วยวิธี TPHA เพื่อยืนยันให้แน่นอนอีกที

Hit Counter