urnurse.net
 
 
 

แผลไฟไหม้

กชพร

วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ 2533 เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

เมื่อคนขับรถบรรทุกแก๊สพยายามขับลงทางด่วนเพชรบุรีตัดใหม่ด้วยความเร็ว เพื่อที่จะข้ามผ่านให้พ้นไฟแดง แต่รถได้เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ จากนั้นตัวรถได้ไถลไปกับพื้น ด้วยแรงเสียดสีกับพื้นถนน ทำให้ถังบรรจุแก๊สรูปแคปซูล 2 ถัง ถังละ 20,000 ลิตร หลุดออกจากตัวรถ แก๊สที่บรรจุอยู่ภายในได้พวยพุ่งออกมา เกิดเป็นประกายไฟและระเบิดขึ้นมา พร้อม เสียงดังสนั่นหวั่นไหวหลายครั้ง ทำให้บริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และละแวกใกล้เคียง กลายเป็นทะเลเพลิงภายในชั่วเวลาไม่กี่วินาที

ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว และครอกผู้คนที่ติดอยู่ในรถยนต์ซึ่งกำลังติดไฟแดงอยู่ ณ บริเวณนั้น หลายรายเสียชีวิตทันที บางรายก็เสียชีวิตในรถเนื่องจากสำลักควัน บางคนที่สามารถหนีออกมาได้ ก็อยู่ในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส เนื้อตัวเป็นแผลพุผองจากเปลวไฟ เสื้อผ้าขาดวิ่น

มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก นับเป็นข่าวอุบัติเหตุที่ครึกโครมที่สุดในสมัยนั้น

ผุ้บาดเจ็บส่วนหนึ่งถูกนำส่งไปรักษาที่ โรงพยาบาลภูมิพลฯ เป็นจังหวะพอดี ที่ผู้เขียนซึ่งเวลานั้นยังเป็นนักศึกษาพยาบาล ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ แผนกผู้ป่วยแผลไหม้

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่หน่วยแยกพิเศษ เพื่อป้องกันภาวะติดเชื้อ เนื่องจากไม่เหลือผิวหนัง ที่เป็นเกราะป้องกันร่างกายเหมือนแต่ก่อน

การช่วยเหลือเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล อันดับแรก

  1. ประเมินสภาพเบื้องต้นตามหลัก ABC ช่วยให้รอดชีวิตก่อน
    1. Airway เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง
    2. Breathing ให้ออกซิเยน
    3. Circulation ให้สารน้ำ
  2. หยุดขบวนการเผาไหม้ที่ยังหลงเหลืออยู่  ถอดเสื้อผ้าออกและสำรวจอย่างละเอียด  ในกรณีที่เป็นสารเคมีน้ำ  ใช้น้ำสะอาดล้างออกให้มากที่สุด  ถ้าเป็นสารเคมีผง  ให้ใช้แปรงปัดผงออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ต่อจากนั้นจะทำการประเมินระดับความรุนแรงของแผลไหม้ โดยประเมินจากความลึก และ ความกว้างของบาดแผล

ความลึกแบ่งเป็น 3 ระดับชั้นตามความลึกของชั้นผิวหนังที่ถูกทำลายมีหน่วยเป็นดีกรี

1. First degree burn   มีการทำลายเฉพาะชั้นหนังกำพร้า  ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีสีชมพูหรือสีแดง มีความนุ่ม ไม่มีตุ่มพอง มีอาการปวดแสบ แผลหายได้เองภายใน 3-5 วัน 

2. Second degree burn  แบ่งเป็น 2 ระดับ  คือ

    • Superficial partial thickness (SPT)  มีการทำลายชั้นหนังกำพร้าทั้งหมดและบางส่วนของหนังแท้ skin appendage ได้แก่ ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน รากขน ยังคงอยู่  ผิวจะมีสีแดง  มีตุ่มพอง ปวดแสบมาก เพราะมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ในชั้นหนังแท้  ระยะเวลาในการหายของแผลประมาณ 7-14 วัน มีแผลเป็น
    • Deep partial thickness (DPT)  มีการทำลายของชั้นหนังกำพร้าทั้งหมด  ส่วนมากของหนังแท้ skin appendage ถูกทำลาย  แต่ยังคงมีเหลืออยู่บ้างที่งอกขึ้นมาทดแทนกลับคืนเป็นผิวหนังได้  สีผิวจะเป็นสีขาว ซีด ตุ่มพองมีน้อยหรือแฟบ  ความรู้สึกปวดแสบลดลง  ระยะเวลาในการหายของแผลประมาณ 14-28วัน จะเป็นแผลเป็นมาก

3.Third degree burn  หรือ Full thickness ผิวหนังถูกทำลายทุกชั้น  ทั้งชั้นหนังกำพร้า  หนังแท้  รวมทั้ง skin appendage  ทั้งหมด  อาจกินลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูก  แผลไหม้จะมีลักษณะขาว ซีด เหลือง น้ำตาลไหม้ หรือดำ หนาแข็งเหมือนแผ่นหนัง แห้งและกร้าน อาจเห็นรอยเลือดอยู่ใต้แผ่นหนานั้น ไม่มีอาการเจ็บปวด  ยกเว้นการเจ็บปวดจากแรงกด (pressure)  การหายของแผลต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ และต้องทำ skin graft ร่วมด้วย  จะมีการดึงรั้งของแผลทำให้ข้อยึดติด เมื่อหายแล้วจะเป็นแผลเป็น บางรายจะพบแผลเป็นที่มีลักษณะนูนมาก (hypertrophic scar or keloid)

ความกว้างคิดเป็น % โดยใช้ Rule of nine แบ่งพื้นที่ส่วนละ 9 % รวมกันทั้งตัวได้ 100% พอดี

หลังจากประเมินพื้นที่ี่เสียหายกันเรียบร้อยแล้ว ถ้าสามารถทำได้ ให้ชั่งน้ำหนักผู้ป่วยทันที  ไว้เป็นน้ำหนักมาตรฐานของผู้ป่วยในการให้สารน้ำ ก่อนที่ผู้ป่วยจะบวม

ผู้ป่วยแผลไหม้ เมื่อตอนแรกรับมาถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะผิวแห้งเนื่องจากการเผาไหม้ แต่หลังจากนั้น ภายใน24 -48ชั่วโมง ระบบภายในร่างกายจะพยายามปรับสภาวะเพื่อความสมดุลย์ ด้วยการขับน้ำจากภายในออกมาหล่อเลี้ยงส่วนที่ไหม้ เมื่อถึงตอนนั้นอวัยวะเยื่อบุภายในต่างๆจะบวม รวมทั้ง ระบบทางเดินหายใจด้วย ซึ่งเป็นระยะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่สุด

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดูแลผู้ป่วยในระยะแรกนี้เป็นเรื่องของการชดเชยสารน้ำ และ ระวังภาวะหายใจล้มเหลว

หลักของการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ แบ่งเป็น 3 ระยะตามการดำเนินโรค

ระยะ หลักของการดูแล / ปัญหา

ระยะ ฉุกเฉิน

 

ปัญหาที่พบในระยะ 24-72 ชั่วโมงแรก  โดยเฉพาะใน 48 ชั่วโมงแรก  ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิต  มีดังนี้

  1. มีการสูญเสียสารน้ำจำนวนมาก อาจเกิดภาวะ hypovolemic shock ได้
  2. การหายใจบกพร่อง
  3. ความเจ็บปวดทั้งจากร่างกายและจิตใจ
ระยะวิกฤติ

ปัญหาที่พบได้ในระยะนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากระยะแรก ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  ที่อาจเกิดขึ้น  เช่น 

  1. การติดเชื้อของแผล  และการติดเชื้อในระบบต่างๆของร่างกาย 
  2. ภาวะทุโภชนาการ จาก ความไม่สมดุลของสารน้ำและเกลือแร่
  3. ความเจ็บปวด  ปัญหาทางด้านจิตใจ 
ระยะฟื้นฟู

ปัญหาที่พบในช่วงนี้  ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ

  1. การทำหน้าที่ของส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม  อาจเกิดจากการหดรั้งของแผล  เช่น  บริเวณข้อต่างๆจากแผลเป็น (keloid  หรือ  hypertrophic scare)  หรือจากความพิการ 
  2. การสูญเสียอวัยวะจากการบาดเจ็บ ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ เกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก  จนบางครั้งอาจต้องปรึกษาจิตแพทย์

โดยส่วนตัวของผู้เขียน ในบรรดาผู้ป่วยอุบัติเหตุทั้งหมดทั้งปวงนี้ ผู้เขียนมีความเห็นอกเห็นใจ ผู้ป่วยแผลไหม้ทั้งตัวเป็นพิเศษ ลองนึกเปรียบเทียบกับตัวเรา ลำพังแค่โดนน้ำมันทอดอาหารกระเด็นใส่จุดเล็กนิดเดียว ยังสะดุ้ง กระโดดหย็องแหย็ง หรือมีบาดแผลถลอกแค่่ไม่กี่ตารางนิ้ว เวลาจะล้างแผลยังอิดออด ร้องโอดโอย

ผู้ป่วยแผลไหม้จะได้รับการล้างแผลทุกวัน โดยต้องขึ้นนอนบนตะแกรงล้างแผล พยาบาลจะฉีดน้ำเกลือล้างแผลไปทั่วตัวเหมือนอาบน้ำ ค่อยๆลอกผ้าปิดแผลออก และจะใช้ผ้าก๊อสค่อยๆเช็ดล้างสะเก็ดน้ำเหลือง ที่เกาะตามผิวออก ซึ่งตอนนี้จะมีเสียงร้องครวญคราง โอดโอย ของผู้ป่วย บริเวณแผลจะมีเลือดไหลซึมซิบๆทั่วตัว เป็นภาพที่ผู้เขียนยังคงจำติดตา และรู้สึกเวทนามาจนถึงทุกวันนี้

ขั้นตอนต่อไปก็จะทายาและพันผ้าพันแผลปิดไว้ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากการล้างแผลตามปกติ เพียงแต่ว่าบริเวณของบาดแผลที่เป็นทั่วตัว ทำให้ผู้ปวยมีความเจ็บปวด และต้องอดทนอย่างมาก ถึงแม้ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวดก่อนเวลาล้างแผลแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า ... ยาแก้ปวดจะไม่้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เลย

ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ลำพังแค่ได้ยินเสียงพยาบาลเข็นตะแกรงล้างแผล ก็ออกอาการหวาดผวาแล้ว

 

Hit Counter